Blog

Finding the Right Tone and Voice

การกำหนด target audience มีประโยชน์มากค่ะ เพราะเมื่อเราเห็นภาพกลุ่มเป้าหมายตรงกัน เราก็จะสามารถเลือกวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุดได้

2014-08-26 13.53.55

Interview with Amnesty Thailand’s Activism Officer, Nawaphon Supawitkul, on how a ‘SideKick’ workshop help inspire the team…

…to think about different ways of communicating to the public and how selecting the right target audience can help bring campaigns to life.

In Thai, English translation coming soon.

Q: คุณตุ๊กตาช่วยเล่าให้ฟังคร่าวๆ สักนิดหนึ่งค่ะว่า หน้าที่ของตนเองมีอะไรบ้าง

A: ความรับผิดชอบของตาคือ งานรณรงค์สาธารณะกับประชาชนทั่วไปค่ะ ที่ผ่านมาก็ทำงานกับนักศึกษาและกลุ่มเครือข่ายเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังดูแลในส่วนของสิทธิมนุษยชนศึกษา (Human Rights Education) ด้วยค่ะ

Q: ทำไมถึงตัดสินใจติดต่อไซด์คิก

A: ความท้าทายอย่างหนึ่งของหลายๆองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนก็คือ เราไม่สามารถสื่อสารกับกลุ่มคนที่อาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้คนอื่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้ประเด็นยังคงอยู่ในวงแคบ ซึ่งทาง Amnesty ต้องการจะดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นผู้สนับสนุน เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจคนกลุ่มนี้และสื่อสารกับเข้าให้ได้ดีขึ้น

พอดีมีคนแนะนำว่าทีมของไซด์คิกมีความสามารถและประสบการณ์ในด้านนี้ เราเลยติดต่อให้มาทำเวิร์คช็อป มาอธิบายและแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการวางแผนกลยุทธการสื่อสารให้เราฟัง เพื่อที่จะช่วยให้เราเข้าถึงเป้าหมายกลุ่มใหม่ได้ค่ะ

Q: บรรยากาศเวิร์คช็อปเป็นอย่างไร มีใครเข้าร่วมบ้างคะ

A: เป็นเวิร์คช็อป 2 วันเต็ม จัดที่ออฟฟิศนี่เลย คนที่เข้าร่วมก็เป็นคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการสื่อสารโดยตรงเลย คือ ตัวเอง ฝ่ายที่สื่อสารในระดับนโยบาย ฝ่ายสื่อมวลชนและสื่อสารองค์กร และฝ่ายสื่อสารสมาชิกค่ะ

Q: รู้สึกประทับใจกิจกรรมอะไรที่สุดคะ

A: ชอบกิจกรรมเรื่อง target audience ค่ะ เพราะทุกคนได้มานั่งคิดด้วยกันอย่างจริงจังว่า กลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร เรามักจะพูดกันกว้างๆว่า สื่อสารสาธารณะ แต่จริงๆแล้วภาพรวมสะเปะสะปะหรือเปล่า จริงๆแล้วคือกลุ่มไหนกันแน่ วันนั้นเราได้ลองเขียนเรื่องขึ้นมาคนละหนึ่งเรื่อง โดยมีโจทย์คือเลือกใช้น้ำเสียงและคำให้เหมาะกับเป้าหมายของเรา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เรามักจะมองข้ามไป

Q: คิดว่าทักษะหรือความรู้ในเรื่องไหนที่ได้จากเวิร์คช็อปน่าสนใจที่สุดคะ

A: ส่วนตัวแล้วชอบเรื่อง storytelling และการวางกลยุทธแคมเปญค่ะ เพราะได้ฝึกคิดเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง ที่ต้องค่อยๆ เผยข้อมูลทีละนิดเป็นช่วงๆ เพื่อให้คนอยากติดตามต่อ อย่าเพิ่งบอกหมดในทีเดียว รวมทั้งการสื่อสารโดยใช้ภาพและเครื่องมือต่างๆของสื่อโซเชียลให้มากขึ้น รู้สึกว่าเป็นความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดได้

อีกเรื่องหนึ่งคือ การกำหนด target audience ก็มีประโยชน์มากค่ะ เพราะเมื่อคนในออฟฟิศเห็นภาพกลุ่มเป้าหมายตรงกัน เราก็จะสามารถเลือกวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุดได้ ทีมของไซด์คิกไม่ได้มาสอน แต่มาช่วยให้เราได้ฉุกคิด ได้พูดคุยกันเองว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่เราต้องย้ำกันจริงๆ

นอกจากนี้ เรามักจะลืมคิดไปว่าคนที่เข้ามาสนับสนุนแคมเปญของเราจะได้อะไรกลับไป เช่น เวลาที่ไปเปิดบูธชวนคนมาลงชื่อช่วยเหลือผู้ที่โดนละเมิดสิทธิมนุษยชน เราเคยคิดไหมว่า แล้วคนที่ช่วยได้อะไรบ้าง เพราะแม้การช่วยเหลือนี้จะไม่ได้ยากอะไร แค่หยิบปากกาขึ้นมาเซ็น แต่เราต้องมองในมุมเขาด้วยว่า เขาอาจจะรู้สึกกลัว คิดว่าไม่ยุ่งดีกว่าไหม ก็นับว่าเปลี่ยนวิธีคิดเราไปพอสมควร

2014-08-27 11.56.20

Q: ได้นำความรู้ในด้านใดไปปรับใช้ในบ้าง และช่วยในการทำแคมเปญอย่างไร

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ เราเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานค่ะ อย่างของตัวเอง เมื่อก่อนเวลามีเรื่องรณรงค์มาจากต่างประเทศ เราจะแปลแล้วแปะขึ้นเว็บเฉยๆ แต่ตอนนี้เราพยายามใส่ใจกับมันมากขึ้น เริ่มวางแผนว่าต้องเล่าเรื่องอย่างไรที่จะสามารถต่อยอดไปเรื่อยๆ และใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปมากขึ้น ผลงานของเราอาจจะไม่ได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เมล็ดพันธุ์ที่ได้จากกิจกรรมวันนั้นทำให้เราได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยให้เราคิดนอกกรอบมากขึ้น ถึงจะยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเรื่องราวลักษณะไหนจึงจะดึงดูดความสนใจของสังคม

Q: มีทักษะในด้านไหนที่ยังรู้สึกว่าขาดอยู่ไหมคะ

A: จริงๆ ความท้าทายก็ยังโยงอยู่กับเรื่องการสื่อสารค่ะ เราอยากได้อาสาสมัครที่ชำนาญในด้านนี้เพิ่มขึ้น เพราะปกติน้องๆนักศึกษาที่มาร่วมงานกับเรามักจะเป็นสายรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สนใจประเด็น แต่มักมีจุดอ่อนในการสื่อสาร เราจึงอยากเข้าไปหาคนที่เรียนนิเทศศาสตร์ หรือกราฟิกดีไซน์ แต่จะทำยังไงให้เขาสนใจ เข้าใจและเข้ามาช่วยงานของเราค่ะ